วันก่อนมีเพื่อนขอให้ช่วยดูคอมฯ ให้หน่อย มันบู๊ตวินโดวส์ไม่ได้ ขึ้น BSOD (Blue Screen of Death) ตลอด พอกดเปิดเครื่อง พยายามบู๊ตวินโดวส์อยู่พักหนึ่ง มันก็ขึ้นมาจริงๆ ก็รีบจดรหัสมันไว้ นั่นคือ 0x0000007B

หลังจากเอาไปค้นหาใน google ได้พักหนึ่ง ก็พบว่าโค้ดนี่หมายถึงปัญหาเกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ คือมันไม่สามารถบู๊ตวินโดวส์จากพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์ได้ เอาล่ะสิ… ทำไงดีเนี่ย บู๊ตยังไงก็ไม่ขึ้น เข้า safe mode ก็เจ๊งอยู่ดี (ก็มันอ่านฮาร์ดดิสก์ไม่ได้นี่) เข้าไบออสก็ไม่มีอะไรให้แก้เลย (ไบออส Phoenix นี่มันหวงจริงๆ แทบไม่ให้เราปรับอะไรเลย) ทำไงดีๆๆ

ถามไปถามมา ปรากฎว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะเพื่อนผมอยากลงวินโดวส์ใหม่ (ของลิขสิทธิ์นะ ได้มาจาก MSDN ของคณะ) แล้วลงไม่ได้เพราะฮาร์ดดิสก์เป็น SATA ก็เลยยกไปให้เพื่อนอีกคนแก้ ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็จัดการแก้โดยการเปิด Device Manager ไปที่ฮาร์ดดิสก์ คลิกขวา แล้วก็กด Disable!!! ใช่แล้วพี่น้อง เพื่อนผมกด disable ฮาร์ดดิสก์ แล้วก็รีสตาร์ทปั๊บ เท่านั้นแหละ เรียบร้อยฮะ บู๊ตไม่ขึ้น เจอ BSOD (ก็มันไม่เห็นฮาร์ดดิสก์แล้วนี่)

เอาแผ่นวินโดวส์ยัดเข้าไปให้มันบู๊ต มันก็บู๊ตเข้า Windows setup แล้วมันจะลงได้มั้ย ในเมื่อไม่เห็นฮาร์ดดิสก์

ทุกปัญหาย่อมมีทางออก และแล้วผมก็หาวิธีแก้ได้ เมื่อสั่งบู๊ตเครื่องแล้วเข้าเมนู Boot option ซึ่งมันก็มีให้เลือก Safe mode, Safe mode with nerworking, Start Windows normally, etc. แต่ตัวที่ผมเกิดเอะใจอยากลองกดขึ้นมาคือ Last known configuration

กด enter ปั้ง เท่านั้นแหละ บู๊ตเข้าวินโดวส์ได้เหมือนเดิม เรียบร้อยโรงเรียน @WasuKarnlakorn ฮ่าๆๆ เกือบได้ยกโน้ตบุ๊คไปร้านแล้วนะคุณเพื่อน LOL

สรุปว่าวินโดวส์นี่มันกู้ configuration ง่ายดีแฮะ 😀 แต่สงสัยอะไรอย่างหนึ่ง ทำไมมันต้องทำ BSOD เป็นโค้ดอ่านยากๆ ด้วยฟะ 0x0000007B ตูจะรู้จักมั้ยเนี่ย ถ้าโลกนี้ไม่มี search engine ถามว่าผมจะรู้มั้ยว่าโค้ดนี่มันจะสื่ออะไร ทำไม้ทำไมไม่ทำมาให้ end-user อ่านรู้เรื่องง่ายๆ หน่อยฟะ แบบนี้เค้าเรียกว่า interface ไม่เป็นมิตรกับ end-user นะฮะ 😦

ปล. ไหนเรียนมา อาจารย์บอกว่าการออกแบบ interface เป็นสิ่งสำคัญ ต้องให้ user เข้าใจง่าย ใช้งานง่าย ฯลฯ แล้วไหงระบบปฏิบัติการระดับโลกถึงเป็นแบบนี้ล่ะ…

จากหัวข้อที่แล้วเรื่องการอบรม Windows HPC for Enterprise Applications ทำให้เกิดความสงสัยว่า Windows HPC Server มันคืออะไรหว่า ทำไมเคยได้ยินแต่ Windows Server ก็เลยวิ่งไปถามอาจารย์กู(เกิ้ล) จนในที่สุดก็ไปเจอเว็บนี้
http://winhpcthai.net/
นั่งอ่านเนื้อหาข้างใน + wikipedia อยู่พักนึงก็พอสรุปได้ว่า…
Windows HPC Server 2008 ออกมาขายตั้งแต่เดือนกันยายน 2008
ถูกพัฒนาต่อมาจาก Windows Compute Cluster Server 2003 จนสำเร็จ โดยออกแบบมาให้ทำงานกับพวก high-end applications ซึ่งต้องการคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (high performance computing) เช่น cluster หรือ grid
ผู้ใช้ส่วนมากก็จะเป็นพวกที่ทำการทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์ การคำนวณทางวิศวกรรม การจำลองโมเดลของเครื่องบินหรือรถแข่ง (สงสัยจังว่า http://www.wolframalpha.com/ มันใช้ด้วยรึเปล่าหว่า ^^)
WHPC ทำงานได้ดีกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีจำนวนแกนประมวลผลระดับหลักพัน มีฟีเจอร์ต่างๆ มากมายเช่น
– service-oriented architecture (SOA) job scheduler
– System Health Reporting
– Network and High-Speed Interconnects

ฮาร์ดแวร์ที่ต้องการ
– ซีพียูแบบ 64 บิตที่สนับสนุนสถาปัตยกรรม x64 (หรืออีกชื่อคือ EM64T) ได้แก่ AMD Opteron, AMD Athlon 64, AMD Phenom, Intel Core 2 Duo, Intel Xeon และ Intel Pentium รุ่นที่มี EM64T
– หน่วยความจำขั้นต่ำ 512MB
– Windows HPC Server รองรับซีพียูสูงสุด 4 ตัวต่อเครื่อง
– เนื้อที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ขั้นต่ำ 50GB

ซอฟต์แวร์ที่ต้องการ
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบประมวลผลของ Windows HPC ต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการ
– Windows Server 2008 Standard รุ่น 64 บิต หรือ
– Windows Server 2008 Enterprise x64 Edition

ส่วนของ Job Scheduler นั้นต้องการ
– Microsoft SQL Server 2005 หรือ
– Microsoft SQL Server 2008 หรือ
– Microsoft SQL Express ที่มากับ HPC Pack 2008 (แต่จะใช้ความสามารถ head node failover clustering ไม่ได้)

ตัวอย่างของการใช้ WHPC จริงๆ ก็คือท้องฟ้าจำลองกรุงปักกิ่ง ซึ้งเค้าใช้เซิร์ฟเวอร์ Sun Fire X4600 รันโปรแกรม Maya Unlimited และ 3D Studio Max ในการผลิตรายการแสดงภายในท้องฟ้าจำลอง ซึ่งวิศวกรของท้องฟ้าจำลองบอกว่ามันช่วยลดเวลาการ deployment ลงได้ถึง 50% ทำให้มีเวลาไปใส่ใจกับการเรนเดอร์ได้มากขึ้น

อ้างอิง:
http://en.wikipedia.org/wiki/Windows_HPC
http://winhpcthai.net/node/59/beijing-planetarium-winhpc-2008-case-study
http://winhpcthai.net/windowshpc