เรื่องของเรื่องคือ วันนี้ผมก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยตามปกติ พอดีวันนี้เรียนคำกริยา たべます (tabemasu) ที่แปลว่ากิน แล้วอาจารย์ก็ให้ฝึก โดยอาจารย์บอกประโยคภาษาไทยมา เช่น กินข้าว, กินปลา, กินขนมปัง แล้วให้ทุกคนในห้องตอบพร้อมกันเป็นภาษาญี่ปุ่น

อาจารย์เค้าก็ถามไปเรื่อยๆ ด้วยความเพลิน (มั้ง) อาจารย์ก็ตั้งประโยคมาว่า กินแอปเปิ้ล ผมก็ตอบไป りんごを たべます。(ringo o tabemasu) อาจารย์ตั้งมาว่ากินส้ม ผมก็ตอบไป みかんを たべます。(mikan o tabemasu) ซึ่งแอปเปิ้ลกับส้มมันเป็นศัพท์ที่ยังไม่ได้เรียน เลยกลายเป็นว่า เหลือผมตอบอยู่คนเดียว ทั้งห้องก็เงียบกันหมด สักพักก็มีคนทักว่ายังไม่ได้เรียน อาจารย์ก็เลยข้ามไป (เพิ่มเติม…)

อย่างที่รู้กันว่า ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยในไทยหลายแห่งพากันเปิดสอนวิชาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เยอะแยะมากมาย (เรียกว่าเกลื่อนกลาดก็อาจจะได้)
มีทั้ง Computer science, Information Tecnology, Software Engineering, Computer Engineering คำถามคือ แล้วแต่ละอย่างมันต่างกันยังไง เรียนแล้วไปทำอะไร
คำตอบคือ ทุกวันนี้เรียนอะไรมาส่วนใหญ่ก็จบไปเป็น programmer กันหมด ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่เลย อยู่ที่ว่าใครฝึกทักษะอะไรมาบ้างตอนที่ยังเรียนอยู่
อ้าว แล้วถ้าอย่างนั้นจะแบ่งหลักสูตรมาหา***อะไรล่ะ
คำตอบคือ ในทางทฤษฎี (หรือเรียกว่าในอุดมคติดีล่ะ) แต่ละหลักสูตรมันเรียนมาเพื่อไปทำงานในสายอาชีพที่ต่างกัน พอสรุปได้ตามนี้
1. Computer science
สายนี้จะเน้นเรียน programming เป็นหลัก (ไม่ได้เรียนใช้ word, excel, photoshop, etc. นะ มีบางคนเข้าใจแบบนี้ด้วย) เรียนการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง (อย่างที่ SIT-KMUTT นี่ก็เรียน JAVA เป็นหลัก) แล้วก็เรียนหลักการของ Syntax เพื่อจะได้เข้าใจภาษาอื่นๆ ง่ายขึ้น(เหรอ)
แล้วก็ยังเรียนพวก algorithm, operating system และอื่นๆ อีกมากมายก่ายหน้าผากกอง
คราวนี้จบมาทำอะไร ตามหลักแล้ว… เด็ก CS ต้องไปเขียนโปรแกรมแบบ hardcore ให้ตายกันไปข้าง เช่นไปเขียนระบบปฏิบัติการซะ (ตายมั้ยล่ะ) หรืออาจจะสร้างภาษาใหม่ขึ้นมาซะเลย (ตอนปีสองทำมาแล้ว ชื่อภาษา CStroke 😀 เป็นอะไรที่กากมาก)
ก็เป็นไปตามชื่อหลักสูตรเลยว่า Com-sci ซึ่งก็คือผู้คิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ ด้านคอมพิวเตอร์ ฉะนั้นแล้ว ถ้า Com-sci สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วเกิดข้อผิดพลาด คนที่เอาสิ่งนั้นไปประยุกต์ใช้ก็เจ๊งกันหมด (งานเข้าล่ะทีนี้)
2. Information technology
สายนี้ก็จะเรียนคล้ายๆ กับ com-sci (เท่าที่รู้) แต่จะไม่เน้นหนักเท่า แล้วก็จะมีพวก Management of Information Technology เพิ่มเข้ามาด้วย เรียนจบก็ไปทำงานด้าน IT เป็นคนที่สามารถนำเทคโนโลยี IT ต่างๆ มาปรับใช้ภายในองค์กรได้ เช่น IT support, Network admin อะไรประมาณนั้น
3. Software engineering
สายนี้เน้นเรียนด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ล้วนๆ เลย ก็จะเรียนเขียนโปรแกรม เรียนการวางแผน, ทำเอกสาร, จัดการสารพัดอย่าง เพื่อเริ่มต้นโปรเจคท์พัฒนาโปรแกรมหนึ่งตัว เรียกว่ากว่าจะได้โปรแกรมใช้งานสักตัว ไม่ใช่ว่าเขียนๆๆ แล้วก็ทดสอบ แล้วก็จบ แต่มันต้องมีขั้นตอนกระบวนการก่อนหน้านั้นเยอะแยะมากมาย (มิน่าล่ะ ทำไมพวก photoshop, flash, acrobat ถึงได้แพงนัก LOL)
จึงสรุปได้ว่า เรียนจบสายนี้มาก็ไปเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมหรือ programmer แน่นอน
4. Computer engineering
เป็นสายวิชาที่ฮิตเรียนกันซะเหลือเกิน (เราก็เกือบไปเรียนเหมือนกัน) สายนี้ก็ตามชื่อเลยว่าวิศวกรรม จึงเน้นเรียนพวกฮาร์ดแวร์ซะมากกว่า เช่นระบบดิจิตอล วงจรไฟฟ้า ฯลฯ (นี่แหละเหตุผลที่ไม่ไปเรียน หนูเกลียดวิชาไฟฟ้า แต่ชอบฟิสิกส์นะ :P)
ฉะนั้นแล้ว จบมาก็จะไปทำงานด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ เช่นพวกโรงงาน cpu, harddisk อะไรประมาณนั้น
ที่เขียนมาทั้งหมดมันก็เป็นเพียงสายงานในอุดมคติล่ะนะ ยังไงซะ จบออกมาจริงๆ ก็แย่งงานกันทำหมด LOL ไม่เห็นจะแบ่งตรงไหนเลย ประกาศรับสมัครงานก็เขียนแค่ว่า “จบการศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์”
ทั้งหมดนี่เขียนมาได้เพราะการคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งแท้ๆ เลยนะเนี่ย ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะนะครับ

ปล. ไหนว่าเขียนยาวๆ ไม่ค่อยเป็นไง ถนัดแต่ Twitter ไหงเขียนมายืดได้ขนาดนี้ฟะ – -“